30 กันยายน 2554

จงฝึกที่จะกระตือรือร้นและขวนขวาย

     จงฝึกที่จะกระตือรือร้นและขวนขวาย





คนหางานในปัจจุบันโดยส่วนใหญ่ต้องสมัครงานหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้งานทำสักที จึงเกิดความท้อแท้เบื่อหน่ายแทบว่าจะสิ้นหวังในการสมัครงานครั้งต่อ ๆ ไปอีกด้วย ซึ่งความจริงแล้ว ถ้าผู้สมัครงานทั้งหลายจะลองคิดทบทวนดูว่า การสมัครงานที่ผ่าน ๆ มานั้น น่าจะมีปัญหาอยู่ที่จุดใดจึงทำให้เสียเวลาสมัครงานครั้งแล้วครั้งเล่าก็ยังไม่ได้งานทำสักที



ถ้าผู้หางานไม่เลือกงานจนเกินไป หรือมีการกระตือรือร้นขวนขวายในการสมัครงานพอสมควร ก็น่าจะประสบความสำเร็จในการได้งานทำ แต่การค้าก็มิได้เป็นเช่นนั้น ซึ่งเรื่องนี้คนหางานน่าจะพิจารณาทบทวนว่าปัญหาการสมัครงานแล้วไม่ได้งานนั้น น่าจะมีสาเหตุใดบ้าง เพื่อจะได้แก้ไขปรับปรุงสาเหตุนั้น ๆ มิให้เป็นอุปสรรคในการสมัครงานในคราวต่อ ๆ ไป





คุณกระตือรือร้นแค่ไหนในการสมัครงาน


เมื่อทราบข่าวสารการรับสมัครงาน ผู้สมัครงานก็จะเร่งรีบสมัครงานโดยไม่พิจารณาให้รอบคอบเสียก่อน ไม่หาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์ในการสมัครงานให้ได้งานดังที่ต้องการ และผู้สมัครงานจำนวนไม่น้อยเลยที่ต้องผิดหวังจากการสมัครงานเพราะเหตุนี้
เหตุที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะการประกาศรับสมัครงานตำแหน่งต่าง ๆ ทั้งองค์กร ภาครัฐ เอกชน และรัฐวิสาหกิจ โดยส่วนใหญ่มักจะไม่มีรายละเอียดอะไรนัก เช่น ตำแหน่งที่ต้องการ เพศ อายุ วุฒิการศึกษา และคุณสมบัติพิเศษ เช่น ความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ ความสามารถด้านภาษาต่างประเทศ หรือมีประสบการณ์ ในงานนั้น ๆ มาก่อน ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวผู้สมัครต่างก็มีอยู่แล้วเป็นส่วนมาก ถ้าคุณเป็นหนึ่งในบรรดาผู้สมัครก็แทบจะกล่าวได้ว่าคุณไม่มีจุดเด่นอะไรที่แตกต่างจากผู้สมัครรายอื่น ๆ อย่างน่าสนใจ


เมื่อเป็นเช่นนี้ คุณต้องกระตือรือร้นและขวนขวายในเรื่องการสมัครงานมากกว่าการส่งประวัติและเอกสาร หรือใบสมัครไปยังองค์กรที่รับสมัครเท่านั้น แล้วก็นับวันรอว่าเมื่อไรจะถูกเรียกตัวไปสัมภาษณ์ ยิ่งคุณกระตือรือร้นและขวนขวายมากขึ้นเท่าใด โอกาสได้งานทำของคุณก็จะสูงขึ้นเท่านั้น มีเรื่องอะไรบ้างที่คุณน่าจะดำเนินการเพื่อประโยชน์ที่จะทำให้การสมัครงานของคุณได้รับความสนใจเป็นพิเศษตั้งแต่ช่วงที่พิจารณาเอกสารหลักฐานการสมัครงาน เช่น



- การประกาศรับสมัครงานตำแหน่งต่าง ๆ นั้น ในประกาศอาจจะระบุอัตราเงินเดือนและรายได้พิเศษอื่น ๆ ไว้ด้วย ถ้าเป็นเช่นนี้ก็จะไม่มีปัญหาอะไร


แต่ถ้าไม่มีการระบุอัตราเงินเดือนไว้และให้ผู้สมัครเป็นผู้ระบุเงินเดือนที่ต้องการ เรื่องนี้จะมีปัญหากับการที่จะได้หรือไม่ได้งานทำก็ได้ เช่น ผู้สมัครบางราย เมื่อเห็นว่าประกาศรับสมัครงานไม่กำหนดอัตราเงินเดือนที่ต้องการ จงเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะระบุเงินเดือนให้สูงอย่างที่ใจต้องการ เพราะเผือว่าถ้าได้งานจริง องค์กรก็จะต้องให้เงินเดือนสูงอย่างที่ตนระบุไป และมองอีกแง่หนึ่งว่า ถ้าตั้งเงินเดือนต่ำกว่าเกินไป ผู้รับสมัครอาจจะมองเป็นว่าผู้สมัครคงไม่มีฝีมือกระมัง กลัวว่าจะไม่ได้งานก็เลยตั้งเงินเดือนเสียให้ต่ำ ๆ ในเรื่องการตั้งเงินเดือนให้ตัวเองนั้น คุณควรจะกระตือรือร้นและขวนขวายพอสมควร เพื่อจะได้กำหนดอัตราเงินเดือนที่เป็นเหตุเป็นผล เรื่องนี้ก็ไม่ผิดอะไรกับการตั้งราคาสินค้าในตลาดนั่นแหละ แน่นอนว่าผู้ผลิตหรือผู้ขายก็คงอยากตั้งราคาให้สูง ๆ เพื่อจะได้กำไรมาก ๆ แต่ถ้าเขาตั้งราคาไว้สูงเกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับราคาสินค้าประเภทนั้นของของผู้ค้ารายอื่น ๆ เขาอาจจะขายไม่ได้ หรือขายได้น้อยมาก


ด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องคำนึงถึงการแข่งขันในตลาด รสนิยมของผู้บริโภค คุณภาพของสินค้า ราคาสินค้าของคู่แข่ง ภาวะเศรษฐกิจ นั้นแสดงว่าการตั้งเงินเดือนของคุณจึงไม่ใช่อยู่บนพื้นฐานความพอใจของคุณ แต่ควรจะดูว่าคุณเคยทำงานมาก่อนหรือเปล่า มีประสบการณ์ในงานด้านนั้นมาหรือไม่เพียงใด คุณมีทักษะพิเศษที่จะทำงานในตำแหน่งนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจัยเหล่านี้ควรต้องนำมาพิจารณาเพื่อตั้งเงินเดือนของตัวเองได้อย่างเหมาะสม
นอกจากนั้น คุณควรจะคำนึงถึงอัตราเงินเดือนสำหรับตำแหน่งนั้น ๆ ในตลาดแรงงานว่าที่อื่น ๆ กำหนดอัตราเงินเดือนขนาดไหน แล้วคุณจึงมาตั้งเงินเดือนของคุณให้เหมาะสม คือ ไม่สูง หรทอต่ำกว่าจนเกินไป


นี่..... ก็เป็นเรื่องที่คุณต้องกระตือรือร้นขวนขวายหาข้อมูลเหล่านี้มาประกอบการพิจารณากำหนดเงินเดือนให้ตัวเองได้อย่างสมเหตุสมผล


- ความสามารถพิเศษที่คุณมี ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่คุณมี และมั่นใจว่าจะเป็นประโยชน์กับการพิจารณาของผู้รับสมัคร การเข้ารับการอบรมในหลักสูตรต่าง ๆ เช่น ด้านกฏหมายธุรกิจ ด้านภาษีอากร ด้านภาษาต่างประเทศ ด้านการวางแผน ฯลฯ
คุณระบุหรือกรอกไปในใบสมัคร นั้นย่อมเป็นผลดีกับตัวคุณ แต่คุณขวนขวายหาหลักฐานประกอบ หรือยืนยันให้เป็นรูปธรรมด้วยหรือเปล่า หรือเพียงระบุไปลอย ๆ เท่านั้นเอง เพียงเพื่อให้คุณดูดี เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง


ถ้าการสมัครงานของคุณมีความสมบูรณ์ทั้งในเนื้อหาและหลักฐานประกอบ ทักษะ คุณสมบัติพิเศษ หรือประสบการณ์ของคุณ ย่อมทำให้คุณมีจุดเด่นกว่าผู้สมัครรายอื่น ๆ แล้วคุณนั่นแหละจะเป็นผู้ได้รับการคัดเลือกก่อนใคร ๆ

- คุณมีความพร้อมแค่ไหนในการสมัครงาน การสมัครงานอาจจำเป็นต้องใช้เอกสารหลักฐานหลายอย่าง เช่น รูปถ่ายหน้าตรง แต่งกายสุภาพ ในขนาดที่ใช้กันทั่วไปในการสมัครงาน วุฒิบัตรหรือผลการศึกษา ถ้าคุณยังไม่ได้รับปริญญาหรือวุฒิบัตรอื่นใด เพราะเพิ่งสำเร็จการศึกษา ผลการศึกษาจึงเป็นหลักฐานรับรองการจบการศึกษาของคุณได้ หรือหลักฐานอื่นใดที่จะช่วยทำให้ผู้รับสมัครสนใจ และมองเห็นความตั้งใจจริงของคุณ


ถ้าคุณมีความพร้อมในเรื่องเหล่านี้คุณควรรีบสมัครงานแต่เนิ่น ๆ เพื่อแสดงถึงว่า คุณมีความตั้งใจจริงที่จะได้ทำงานในตำแหน่งที่เปิดรับสมัคร ไม่ไช่สมัครไปเผื่อฟลุคได้งานดีกว่าอยู่เปล่า ๆ หลายคนที่ขาดความกระตือรือร้น กว่าจะรวบรวมหลักฐานได้ กว่าจะส่งหลักฐานการสมัคร ก็ปรากฏว่าเป็นวันใกล้หมดเขตรับสมัคร นั่นแสดงถึงความไม่มุ่งมั่นจริงจังของผู้สมัครอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้คุณจึงต้องเป็นผู้ที่มีความพร้อมในการสมัครงาน เพราะถ้าหากมีปัญหาอย่างหนึ่งอย่างใดในการสมัคร คุณอาจยังพอมีเวลาแก้ไขได้ทัน


- คุณขวนขวายมากน้อยแค่ไหนในการสมัครงาน เรื่องนี้ผู้เขียนมักจะได้รับการติดต่อจากผู้สมัครงานอยู่บ่อย ๆ ในกรณีที่เน้นการเปิดรับสมัครบุคลากรภาครัฐ หลายท่านจะโทรศัพท์ถามในเรื่องที่มีความสำคัญกับการสมัครงานไม่น้อยเลย เช่น ถามว่าหน่วยราชการที่รับสมัครงานดังกล่าวตั้งอยู่ที่ไหน จะสอบข้อเขียนในวิชาใดบ้าง และสอบเมื่อไร ถ้าเข้าทำงานได้จะมีโอกาสก้าวหน้าดีหรือไม่



คำถามเหล่านี้ทำให้รู้สึกตกใจและแปลกใจว่า ผู้สมัครน่าจะขวนขวายในเรื่องต่าง ๆ ที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับการสมัครงานพอสมควร เพราะมันมีผลกับการได้หรือไม่ได้งานด้วย


ส่วนการที่จะเจริญก้าวหน้าดีหรือไม่ในหน่วยงานนั้น ๆ ยังไม่ควรจะเน้น ประเด็นที่คุณจะต้องรู้ในขณะนี้ เพราะตอนนี้คุณต้องคิดว่า ทำอย่างไรจะได้รับการคัดเลือก และได้งานทำอย่างที่ต้องการ เพราะความก้าวหน้าในงานการขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับตัวของคุณเองเป็นสำคัญไม่ใช่ความก้าวหน้าในงานจะเลื่อนไหลไปตามกาลเวลา ถ้าคุณขาดความสำนึกและความรับผิดชอบในงาน ไม่พัฒนาตนเอง ไม่พัฒนางาน ไม่พัฒนาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ไม่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และอื่น ๆ จะก้าวหน้าในงานได้อย่างไร






ที่มา : Smart JOB
.

10 ขั้น สร้างความผ่อนคลายในวันหยุด

      10 ขั้น สร้างความผ่อนคลายในวันหยุด




วันหยุดคือรางวัลและความสุขอย่างง่าย ๆ ของคนทำงาน เพียง 10 ขั้นตอนจะทำให้คุณมีวันหยุดที่แสนวิเศษปราศจากความกังวล



1. เรียกประชุมครอบครัว ก่อนวันหยุดยาวเรียกประชุมครอบครัว เพื่อตัดสินใจว่าจะแบ่งการใช้เวลาในช่วงวันหยุดอย่างไร



2. จัดงบประมาณ วางแผนการเงินที่ทั้งครอบครัวจะใช้จ่ายในช่วงวันหยุด ซึ่งรวมทั้งของขวัญ การตกแต่ง และอาหาร และนี่เป็นโอกาสดีที่คุณจะได้พิสูจน์ว่าความรักนั้นเหนือกว่าเงินตรา เพราะคุณไม่จำเป็นต้องให้ของขวัญแพง ๆ กับครอบครัวเพื่อแสดงความรัก



3. ง่ายเข้าไว้ ลดความคาดหวังในวันหยุดที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีความจำเป็นที่คุณต้องทำให้บ้านดูสวยสะอาดหมดจดในวันหยุด หรือต้องมีการให้ของขวัญที่พิเศษไม่เหมือนใครแก่คนในครอบครัว



4. สร้างบรรยากาศวันหยุด ไอเดียง่าย ๆ ในการสร้างบรรยากาศวันหยุด ทำได้โดยจุดเทียน หรือเปิดไฟโวลล์ต่ำ ๆ แล้วนั่งล้อมวงเล่านิทาน หรือการไปเดินเล่นในสวนหรือป่า และใช้วัสดุธรรมชาติในการตกแต่งบ้าน



5. ทำบุญ แทนที่จะนำเงินไปใช้จ่ายกับการตกแต่งในช่วงเทศกาล บริจาคเงินเพื่อการกุศลจะทำให้วันหยุดนี้มีความหมายมากขึ้น ปรึกษากับครอบครัวว่ามีองค์กรไหนที่ทั้งครอบครัวต้องการช่วยเหลือ



6. ให้ของขวัญที่มีความหมาย สร้างบรรยากาศในการรำลึกถึงสมาชิกแต่ละคนในครอบครัว ลอง "ปรับทุกข์" ซึ่งกันและกัน และหาวิธีเพื่อที่จะช่วยให้แต่ล่ะคนผ่านพ้นช่วงเวลาเหล่านั้น



7. ระลึกถึงบรรพบุรุษ ลองนั่งรำลึกถึงบรรพบุรุษของคุณ รื้อฟื้นการฉลองเทศกาลแบบดั้งเดิมจากญาติผู้ใหญ่



8. ฉลองการเริ่มต้นของหน้าหนาว สมัยโบราณโลกเราฉลองเทศกาลหน้าหนาวในวันที่ 21 ธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่กลางคืนเริ่มยาวนานขึ้น มาฉลองกันโดยใช้เทียนและเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับแสงและดวงอาทิตย์



9. สร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็ก ๆ ให้เด็ก ๆ มีส่วนร่วมในการเลือกทำกิจกรรมในช่วงวันหยุดด้วย ให้พวกเขาช่วยทำอาหารและของขวัญสำหรับครอบครัว ให้เด็ก ๆ บริจาคของเหลือใช้เพื่อเด็กด้อยโอกาส รับฟังสิ่งต่าง ๆ ที่เขาเสนออย่างตั้งใจ



10. ลืมโลกภายนอก ระหว่างวันหยุดทำเหมือนคุณไร้ซึ่งภาระ ลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกับวันหยุดและครอบครัว แต่อย่าลืมที่จะไปร่วมงานปาร์ตี้ของที่ทำงานด้วยล่ะ




ที่มา : http://www.pop.co.th








.

งานหนัก เครียด ทำอะไรดี?

          งานหนัก เครียด ทำอะไรดี?


เช้ารีบตื่น อาบน้ำ แต่งตัว ออกจากบ้านไปเผชิญสังคมภายยนอกที่วุ่นวาย รถเมล์คันน้อยแออัดด้วยผู้คน จมูกสูดควันพิษ ใบหน้าเปื้อนฝุ่นละออง กว่าจะถึงที่ทำงานได้ เล่นเอาซะอ่วม!
ถึงปุ๊บ นั่งประจำที่ปั๊บ เปิดคอมพิวเตอร์คู่ชีพ ง่วนกับงานที่ได้รับมอบหมาย วันทั้งวันสายตาจดจ่ออยู่กับหน้าจอสี่เหลี่ยม นิ้วมือกดแป้นพิมพ์พันกันนัวเนีย เส้นสมองเต้น ตุบ...ตุบ...ตุบ กลั่นกรองความคิดออกมาเป็นตัวหนังสือ สายตาเริ่มล้า หลังเริ่มปวด ต้นคอเริ่มเมื่อย ความเครียดถาโถม แต่อย่างไรงานต้องเดิน....

จะทำเช่นไร.. เมื่ออาการแบบนี้เกิดขึ้น?
มีวิธีง่ายๆ ที่ อยากแนะนำเพื่อช่วยให้คนออฟฟิศหายเครียด หายล้า ในแบบที่เจ้านายไม่ว่า กันอยู่หลายวิธีให้เลือกปฏิบัติ

หากรู้สึกว่าสายตาเริ่มพล่าจากแสงบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ให้ลองหลับตาสักครู่ หรือมองออกไปนอกหน้าต่าง มองไปยังจุดที่อยู่ไกลๆ เพื่อให้สายตาได้ผ่อนคลาย เพราะการจ้องสิ่งที่อยู่ใกล้นานๆ อาจทำให้สายตาสั้น หรือนำต้นไม้เล็กๆวางไว้ที่โต๊ะแล้วมอง สีเขียวจากใบไม้จะทำให้สบายตาขึ้น



อาการปวดหลัง หรือต้นคอ จะพบบ่อยมากสำหรับผู้ที่นั่งทำงานนานๆ หากรู้สึกปวดขึ้นมา ให้ลองออกกำลังกายเบา เช่น ก้มเงยศรีษะช้าๆ ให้คางจรดกับหน้าอก ตะแคงศรีษะให้หูจรดกับไหล่สลับกันไปมา หรือก้มหัวแล้วใช้ฝ่ามือดันหน้าผาก เพื่อให้กล้ามเนื้อคอยืดหยุ่น ทำประมาณ 10 นาที จะช่วยลดอาการปวดคอได้



ส่วนบริเวณหลัง ให้พยายามนั่งหลังตรงเวลาทำงาน ปรับเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ บริหารกล้ามเนื้อช่วงหลังง่ายๆ เช่น ยืดหน้าอกเข้าออก ยืดแขนไปด้านหน้าและหลังจนสุด หรือลุกขึ้นเดินบ้าง แต่หากอาการปวดเป็นหนักขึ้น ควรปรึกษาแพทย์



สูดดมน้ำมันหอมระเหย กลิ่นหอมของดอกไม้จะช่วยให้ประสาทสัมผัสตื่นตัว ทำให้สมองปลอดโปร่ง อาจนำตะเกียงน้ำมันหอมระเหยเล็กๆมาตั้งที่โต๊ะทำงาน เพื่อสร้างบรรยากาศในการทำงานให้ดีขึ้น



หาเวลาว่างสัก 2- 3นาที พูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน หาเรื่องตลกขบขันมาเล่าสู่กันฟัง คนที่หัวเราะง่ายมักมีสุขภาพกายและจิตที่ดี เนื่องจากการหัวเราะจะช่วยลดความดันโลหิตและระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเป็นการรักษาสมดุลของระบบประสาททางหนึ่งด้วย ฮอร์โมนคอร์ติซอล เป็นฮอร์โมนแสดงความเหนื่อยล้าในกระแสเลือด



ใช้พลังแห่งการสัมผัสช่วย ช่วงเวลาพัก อาจสลับกันนวด เพื่อบรรเทาอาการล้าและเป็นเวลาที่จะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน



ฟังเพลงเบาๆ... เสียงเพลงสามารถบำบัดความรู้สึกของคนเราให้ดีขึ้นได้ หากเป็นเพลงที่มีเนื้อหาให้กำลังใจด้วยแล้ว จะยิ่งทำให้เรามุ่งมั่นและตั้งใจกับการทำงานมากขึ้น เป็นการสร้างพลังให้ตัวเอง



สร้างกำลังใจให้ตัวเอง ความผิดพลาดบางอย่างที่แก้ไขไม่ได้แล้วก็จำเป็นต้องยอมรับแล้วใช้เป็นบทเรียน แต่อย่าให้ความผิดพลาดนั้นเป็นสิ่งที่มากดดันให้เครียดจนเกินไป อาจโทรหาเพื่อน หรือญาติพี่น้องเพื่อระบายความรู้สึก คำพูดที่ให้กำลังใจ จะช่วยให้รู้สึกไม่ท้อ



อย่ากังวล หวาดระแวงมากเกินไป เพราะความเครียดจากการทำงานก็มากพอแล้ว ควรทำใจให้สบาย เมื่อใจสบาย สมองก็จะทำงานดีขึ้น งานก็เร็วขึ้นตามไปด้วย



ดื่มน้ำผลไม้ เคี้ยวหมากฝรั่ง ทานขนมหวาน เพราะความหวานจะช่วยลดฮอร์โมนที่เกี่ยวกับความเครียดได้ แต่อย่าเผลอกินมาก เพราะจะกลายเป็นเครียดเนื่องจากความอ้วน



ลองเอ็กเซอร์ไซให้หายเมื่อย หายล้าแล้ว สายตาและสมองก็คงโปร่งขึ้น ความเครียดก็ทุเลาลง 8 ชั่วโมงของการทำงานก็ผ่านไปได้ด้วยดี เมื่อกลับถึงบ้าน อย่าเก็บความเครียดติดตัวไปด้วย ควรพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อเตรียมรับกับการทำงานในวันต่อไป.



การทำงานนานๆๆ ทำให้เราเกิดความเคลียดขึ้น แต่ถ้าคุณได้ผ่อนคลาย ความเคลียดก็จะเบาลงนะคะ





















































7 เคล็บลับการเป็นคนทำงานที่มาดมั่น

     7 เคล็บลับการเป็นคนทำงานที่มาดมั่น



เคล็บลับการเป็นคนทำงานที่มาดมั่น ทำให้คุณมีบุคคลิกดีขึ้น ลองปฎิบัติดูนะคะ







1. ก้าวย่างอย่างมั่นใจ
การก้าวเดินด้วยท่วงท่าที่สง่า น่าเกรงขาม เป็นบุคลิกที่โดดเด่นของคนทำงานผู้มาดมั่น แต่ละวันคุณอาจจะได้เยื้องกรายไปหลายสถานที่ เช่น การติดต่องานตามที่ต่างๆ การเข้าห้องประชุม หรือแม้กระทั่งการไปสัมภาษณ์งาน เคล็ดลับ ก็คือให้สร้างความมั่นใจจากภายใน มีสมาธิ สติอยู่กับตัว ไม่เดินอย่างใจลอย หรือเดินด้วยความลังเล ก้าวๆ หยุดๆ อย่างไม่มั่นใจ เมื่อคุณเดินเข้าห้องประชุมสัมมนา ให้ก้าวไปนั่งข้างหน้าอย่างไม่เก้อเขิน หรือหากว่าคุณยังรู้สึกไม่คุ้นเคยกับสถานที่พอ ก็อาจจะเดินไปนั่งแถวหลัง แล้วลองทักทายกับคนที่นั่งอยู่ก่อนแล้วก็ได้



2. ฝึกฝนด้วยตนเอง
หากคุณยังไม่มีความมั่นใจพอ และมักจะเขินอายเมื่ออยู่ท่ามกลางกลุ่มคนที่ไม่รู้จัก แนะนำให้คุณลองฝึกฝนกับตัวเองหน้ากระจกดู ลองจินตนาการว่าคุณก้าวเข้าไปในงานที่มีแต่คนแปลกหน้า แล้วฝึกพูดทักทาย แนะนำตัวเอง พร้อมรอยยิ้ม แล้วลองหมุนซ้ายหมุนขวา เพื่อดูท่วงท่าของตัวเองขณะกำลังสนทนากับผู้อื่น



3. เมื่อลืมชื่อคน คุณอาจเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่เจอคนรู้จัก แต่ให้ตายเถอะ นึกชื่อเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ไม่ต้องตกใจกลัวไป เพราะมีคนอีกมากมายที่มักจะจำชื่อคนอื่นไม่ค่อยได้ จนทำให้เกิดอาการเสียหน้าได้เหมือนกัน เมื่อคุณเกิดลืมชื่อคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ลองแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าด้วยการยอมรับไปเลยว่าคุณลืมชื่อเขาแล้วจริงๆ คงจะดีกว่าการเอ่ยทักชื่อผิดออกไปแน่นอน



4. เล่าเรื่องได้ดี ก่อนอื่นควรดูก่อนว่าคุณจะเล่าเรื่องประเภทใด หากเป็นเรื่องที่ออกจะซีเรียส คุณก็ไม่ควรเล่าให้เป็นเรื่องขำขัน และข้อควรจำอีกอย่างหนึ่งของการเล่าเรื่องที่ดี คือ ควรเล่า หรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่คุณสนใจ และถนัดเท่านั้น การเล่าในเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในความสนใจของคุณเลย ย่อมทำให้คุณเล่าได้ไม่ดี พลอยทำให้ผู้ฟังเบื่อหน่าย การเลือกใช้คำพูดก็สำคัญ ควรเลือกใช้คำพูด และน้ำเสียงที่ดึงดูดความสนใจ มีจังหวะในการพูด เพียงเท่านี้ คุณก็จะกลายเป็นคนที่ใครๆ อยากจะคุยด้วย



5.การวางมาด ข่มความตื่นเต้น ความกลัว และความประหม่าเมื่อต้องปรากฏตัวต่อหน้าคนเยอะๆ หรืออยู่ต่อหน้าผู้สนทนาก็ตาม ด้วยการวางมาดสงบเข้าไว้ สูดหายใจเข้าลึกๆ จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย และลดความกังวลไปได้เยอะ



6. รู้จักวิธีการเจรจา คนทำงานผู้มาดมั่นต้องเป็นนักเจรจาที่ดีด้วย ซี่งการเจรจาแบ่งออกได้เป็น
• การเจรจาต่อรองกับลูกค้า คุณควรคำนึงถึงความยุติธรรมของทั้ง 2 ฝ่าย ไม่จ้องแต่จะเอาเปรียบฝ่ายตรงข้าม ก่อนการเจรจา ควรหาข้อมูลเบื้องลึกของลูกค้าให้ได้มากที่สุด เพื่อเก็บไว้เป็นข้อมูลในการเจรจาต่อรอง
• การเจรจาขอขึ้นเงินเดือนกับเจ้านาย เมื่อคุณมั่นใจในความสามารถของตนเอง ก็จงกล้าที่จะเดินเข้าไปขอต่อรองเงินเดือน เคล็ดลับ ก็คือ ให้ถามเจ้านายดูก่อนว่าวันนี้พอจะมีเวลาว่างให้คุณคุยธุระสำคัญด้วยได้บ้างไหม ระวังอย่าเจ้ากี้เจ้าการนัดเวลาเอง
ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้านายเป็นผู้เลือกเวลาที่สะดวกจะดีกว่า เมื่อถึงเวลาเจรจา ควรเริ่มพูดถึงโครงการ หรืองานล่าสุดที่ประสบความสำเร็จ แล้วตบท้ายด้วยคำพูดทำนองว่า ท่านเห็นควรจะพิจารณาปรับเงินเดือนขึ้นให้ผม / ดิฉัน หน่อยไหม จากนั้นอย่าเร่งรัดให้เจ้านายตอบทันที ควรจะเอ่ยว่า ช่วยรับไว้พิจารณาด้วยนะคะ / ครับ



7. มีอารมณ์ขัน อารมณ์ขันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่คุณควรจะมีไว้ติดตัว เพราะเมื่อคุณยิ้มแย้มแจ่มใส มีอารมณ์ขัน รู้จักหัวเราะ และเล่าเรื่องขำขันบ้าง ก็จะทำให้คุณเป็นที่รักใคร่ของคนรอบข้าง ควรฝึกเล่าเรื่องตลกให้เป็นด้วย โดยไม่บอกคู่สนทนาก่อนว่า คุณจะเล่าเรื่องขำขันนะ เพราะผู้ฟังจะคาดหวังว่าต้องขำแน่ๆ และถ้าคุณเล่ามาแล้วไม่ขำก็จะกลายเป็นตลกฝืดไปอย่างช่วยไม่ได้




 
 
 

.













บ้านลอยน้ำของไทย

               บ้านลอยน้ำของไทย



บ้านลอยน้ำ

จากภาวะน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย
ได้ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นอย่างมากทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ประสบภัย
กรมโยธาธิการและผังเมืองซึ่งมีภารกิจหลักประการหนึ่ง
คือการให้บริการแบบบ้านเพื่อประชาชนที่มีอยู่อย่างหลากหลาย
รูปแบบในระดับราคาต่างๆ กัน

ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของบ้านที่จะสามารถป้องกันภัยดังกล่าวได้
จึงได้เริ่มทำการศึกษาเพื่อการออกแบบ จากแหล่งต่างๆ ทั้งจากในและต่างประเทศ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บ้านท่าขนอน อำเภอกาญจนดิษฐ์
จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งยังมีบ้านลอยน้ำภูมิปัญญาชาวบ้าน
ได้รับการอนุรักษ์ไว้ในพื้นที่

เมื่อ 27 กันยายน พ.ศ. 2550 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ได้เสด็จมายังกรมโยธาธิการและผังเมือง
เพื่อทรงเปิดพระอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
เมื่อได้ทอดพระเนตรนิทรรศการแบบบ้านเพื่อประชาชนของกรมฯ แล้ว
ได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับ ?บ้านลอยน้ำ?


กรมโยธาธิการและผังเมืองจึงได้ออกแบบบ้านหลังนี้ขึ้น
โดยปรับใช้แนวคิดจาก ?บ้านลอยน้ำท่าขนอน?
และเรือนแพของชาวบ้านในอดีต นำมาประยุกต์
ใช้กับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน
ซึ่งในฤดูแล้งตัวบ้านจะตั้งอยู่บนพื้นดินตามปกติ
แต่เมื่อมีน้ำท่วมก็จะลอยขึ้นตามระดับน้ำได้
โดยจะมีการยึดตัวบ้านไว้กับเสาหลักทั้งสี่มุม
เพื่อป้องกันการโคลงตัวหรือลอยไปตามกระแสน้ำ
และเมื่อระดับน้ำลดลงตัวบ้านก็จะกลับมาตั้งอยู่บนพื้นดินตามเดิม

ขนาดของบ้านลอยน้ำที่ได้ออกแบบขึ้นนี้
ตั้งอยู่บนพื้นฐานของขนาดวัสดุสำเร็จรูปที่มีขายอยู่ทั่วไปในท้องตลาด
เพื่อให้เป็นการใช้วัสดุที่คุ้มค่าที่สุดเท่าที่จะทำได้
ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้และทำการก่อสร้างได้ง่าย
เนื่องจากมีระบบวิศวกรรมโครงสร้างเป็นรูปแบบอย่างง่าย
ชาวบ้านที่มีความรู้ด้านช่างในระดับทั่วไปก็จะสามารถดำเนินการก่อสร้างได้เอง



ทัศนียภาพกลุ่มอาคาร

บ้านหลังนี้มีขนาดพื้นที่รวม
ประมาณ 60 ตารางเมตร
ซึ่งเป็นขนาดที่ไม่ใหญ่มาก
เพื่อความสะดวกในการก่อสร้างและการลอยน้ำ
แต่หากมีความต้องการพื้นที่เพิ่มขึ้น
ก็อาจเชื่อมต่อหลายหลังเข้าด้วยกัน
โดยใช้สะพานทางเชื่อม
พาดระหว่างชานรอบตัวบ้าน


สำหรับราคาค่าก่อสร้างประมาณการได้ว่า
กรณีดำเนินการก่อสร้างเองจะมีราคาประมาณหลังละ 719,000 บาท
หากจ้างเหมาราคาประมาณหลังละ 915,000 บาท
เนื่องจากต้องมีการคิดค่าดำเนินการ กำไรและภาษีด้วย

แบบบ้านลอยน้ำของกรมโยธาธิการและผังเมืองนี้
น่าจะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
ที่ต้องอยู่อาศัยในพื้นที่ที่อาจต้องประสบภัยน้ำท่วมตามฤดูกาลได้เป็นอย่างดี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้อยู่อาศัยในบริเวณเที่เป็นที่ลุ่ม
โดยอาจปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรูปแบบและพื้นที่ใช้สอย
ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องตามความต้องการที่แท้จริงของตนเองต่อไป

สนใจสอบถามไปได้ที่ 0-2299-4471-72, 0-2299-4858, 0-2299-4877
หรือเข้าชมรายละเอียดที่เว็บไซท์ของกรมโยธาธิการและผังเมือง
http://subweb2.dpt.go.th/pip/floating_house/floatingH.html



ขนาดพื้นที่ ประมาณ 60 ตารางเมตรประกอบด้วยพื้นที่อยู่อาศัย 23
ตารางเมตร ส่วนทำอาหารห้องน้ำและซักล้าง รวม 37 ตารางเมตร

ราคาค่าก่อสร้าง โดยประมาณ 719,000 บาท (กรณีปลูกสร้างเอง)
ไม่ต้องใช้ผู้รับจ้างเหมาและประมาณ 915,000 บาท (กรณีมีผู้รับจ้างเหมา)



รูปด้านหลัง



ด้านล่างของตัวบ้าน




วัสดุก่อสร้าง ใช้วัสดุก่อสร้างพื้นฐานทั่วไปที่สามารถหาได้ง่ายในท้องตลาด
ซึ่งสามารถดัดแปลงได้ตามความเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ทุ่นลอยเป็นถังน้ำมัน
ขนาด 200 ลิตร หรือถังไฟเบอร์กลาสกรณีต้องการความทนทานเพิ่มขึ้น

ระบบสุขาภิบาล ใช้ระบบการย่อยสลายโดยมีถังบรรจุจุลินทรีย์ EM
ติดตั้งอยู่ใต้ห้องน้ำเพื่อย่อยสลายและเร่งการตกตะกอนของสิ่งปฎิกูล



ที่มาเว็บไซท์ของกรมโยธาธิการและผังเมือง


http://subweb2.dpt.go.th/pip/floating_house/floatingH.html


YouTube Video




YouTube Video




YouTube Video




YouTube Video





YouTube Video



YouTube Video



YouTube Video






แนวคิดในการสร้างบ้านแบบที่ว่านี้
เกิดขึ้นมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมโลกเมื่อ 4,000 ปีก่อน
ที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิล
และชายคนหนึ่งชื่อโนอาก็สามารถรอดชีวิตได้
เนื่องจากเขาได้ต่อเรือไว้รับมือกับเหตุการณ์นี้
และใช้ชีวิตอยู่อาศัยบนเรือลำนี้เป็นระยะเวลานาน
จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่
ซึ่งก็เหตุการณ์ในครั้งนั้นก็ประจวบเหมาะกับเหตุการณ์ต่างๆ
ที่เกิดขึ้นกับโลกเราในปัจจุบัน
ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อน แผ่นดินไหว ซึนามิ และอุทกภัยอย่างรุนแรง


อย่างที่เห็นล่าสุดก็คือ เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งรุนแรงที่สุด
ในรอบ 60 ปีของประเทศอังกฤษ
ที่ส่งผลให้ประชากรกว่า 30,000 คนไร้ที่อยู่อาศัย
และทำให้บริษัทประกันภัยต่างๆ ต้องจ่ายค่าชดเชย
ไปกว่า 6 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ


นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ฝนตกหนัก
โคลนถล่มที่ประเทศอินเดีย เนปาล และบังกลาเทศ
ที่คร่าชีวิตผู้คนและทำให้คนไร้ที่อยู่เป็นจำนวนมาก


ที่สำคัญได้มีผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้ทำนายไปในทิศทางเดียวกันว่า
ในอนาคตข้างหน้านี้ โลกของเรานั้นจะมีปริมาณน้ำที่มากขึ้น
ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ทำให้น้ำไหลเข้าท่วม
บริเวณที่อยู่อาศัยของคนเป็นบริเวณกว้าง
จึงทำให้มีคนเกิดแนวคิดที่จะสร้างบ้านที่สามารถลอยตัวบนน้ำได้
เพื่อรองรับกับเหตุการณ์ทางธรรมชาติที่จะเกิดขึ้น


บ้านใน Maasbommel อยู่ห่างจาก Amsterdam ราว 60 ไมล์
สร้างด้วยโครงสร้างที่มีน้ำหนักเบาสามารถลอยน้ำได้

แนวคิดการสร้างบ้านแบบใหม่นี้จะต่างจากบ้านแบบธรรมดา
ตรงที่การออกแบบและวัสดุที่ใช้จะค่อนข้างยืดหยุ่นและลอยตัวได้
เมื่อน้ำท่วมหรือน้ำทะเลหนุนขึ้นสูงถึง 5 เมตร
ซึ่งบริษัทที่คิดค้นได้มีการพัฒนาแบบบ้านมาสองแบบ

โดยแบบแรกคือบ้านที่ปกติก็ลอยตัวอยู่บนน้ำเลยเหมือนเรือ
และแบบที่สองที่ในสภาวะปกติก็ทรงตัวบนผืนแผ่นดินธรรมดาเหมือนทั่วๆไป
แต่ถ้าเกิดกรณีน้ำท่วมขึ้นมา ตัวบ้านก็จะสามารถลอยตัวขึ้นเหนือน้ำเหมือนเรือ


ซึ่งวัสดุที่ใช้ในการสร้างจะใช้กล่องคอนกรีตสี่เหลี่ยมกลวงมาทำเป็นฐาน
เพื่อทำให้บ้านลอยตัวได้บนน้ำ และใช้เสาเหล็กกล้าเป็นโครงสร้างหลัก
และเสริมความมั่นคงของตัวบ้าน

ส่วนของสาธารณูปโภค เช่น น้ำและไฟนั้น
จะมีการส่งผ่านท่อที่มีความแข็งแรงและยืดหยุ่นมาก
ต่อกระแสน้ำที่จะมาปะทะอีกด้วย

และในส่วนที่เหลือต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ภายในบ้าน
หรือแบบบ้านนั้นก็คล้ายกับบ้านปกติโดยทั่วไป
เช่น ต้องการที่จะมีระเบียงบ้านยื่นออกไป
หรือต้องการติดบานพับหน้าต่าง
และทาสีต่างๆ


ซึ่งบ้านแบบใหม่ที่ว่านี้นอกจากจะออกแบบและสร้างไว้
เพื่อรับมือกับน้ำท่วมแล้ว บ้านแบบนี้ก็ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

โดยแนวคิดนี้ ได้ใช้เวลาในการพัฒนาและค้นคว้ามากว่าสามปี
โดยบริษัททางวิศวกรรมสถาปัตยกรรมชั้นนำในประเทศเนเธอร์แลนด์
ที่ชื่อว่า Dutch architectural form Factor Architecten
ซึ่งโครงการนี้เกิดขึ้นมาจากว่าที่ประเทศเนเธอร์แลนด์นั้น
พื้นที่ครึ่งหนึ่งของประเทศมีระดับอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล
จึ่งทำให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมอยู่เสมอ
ทางบริษัทจึงคืดหาทางแก้ไข
ซึ่งทางแก้นี้ดูเหมือนว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมาก
สำหรับประชากรในประเทศ และทั่วโลกอีกด้วย











การเข้าพบลูกค้า

           การเข้าพบลูกค้า





ในการเข้าพบลูกค้านั้น พนักงานขายควรมีเทคนิคในการเข้าพบลูกค้าดังต่อไปนี้คือ

1.ควรมีการนัดหมายลูกค้าก่อนเสมอ
เพื่อประหยัดเวลาของพนักงานขาย และเพื่อเป็นการเคารพเวลาและให้เกียรติแก่ลูกค้า และถ้าเป็นการเข้าพบโดยไม่มีการนัดหมายล่วงหน้า พนักงานขายควรถามลูกค้าก่อนว่าจะสามารถให้พูดเรื่องการเสนอขายได้หรือไม่


2.ต้องเข้าพบให้ตรงเวลา
พนักงานขายต้องมีการวางแผนการเดินทางก่อนทุกครั้ง และควรไปให้ถึงก่อนเวลานัดหมายเล็กน้อย

3.จงพบลูกค้าด้วยวิธีธรรมดา
ยิ้มแย้มแจ่มใส และด้วยท่าทีที่สง่าผ่าเผย เนื่องจากลูกค้าไม่ชอบให้พนักงานขายใช้เล่ห์เหลี่ยมหรือการอำพรางความจริง จงพบลูกค้าด้วยความจริงใจ

4.มีจุดมุ่งหมายในการเข้าพบและใช้ข้อมูลข่าวสารให้มากที่สุด
ซึ่งจะช่วยให้พนักงานขายสามารถเตรียมการขายได้ถูกต้อง และมีความมั่นใจในการเสนอขาย

5.อย่าพูดแต่เรื่องของตัวเองเป็นใหญ่
ลูกค้าไม่ชอบให้พนักงานขายทำให้พวกเขาเสียเวลาในเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพวกเขา แต่ควรต้องมีการเอ่ยชื่อลูกค้าด้วยความชัดเจนและถูกต้อง และแสดงความกระตือรือร้นในสิ่งที่ลูกค้าแสดงความคิดเห็น และอย่าโต้เถียงลูกค้า
?

การเสนอขายและการสาธิต

การเสนอขาย คือการอธิบายให้ลูกค้าได้ทราบถึงรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ และผลประโยชน์และสิทธิพิเศษต่างๆ ที่จะได้รับ ตลอดจนการโน้มน้าวให้ลูกค้าเกิดความต้องการในตัวผลิตภัณฑ์ขึ้นมา

การสาธิตการขาย เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้การขายดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่เสียเวลามากนัก เป็นการแสดงหรือทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าผู้คาดหวัง ให้เกิดความสนใจ เกิดภาพลักษณ์สร้างความปรารถนาไปสู่ความเชื่อมั่น และตัดสินใจชื้อในที่สุด ดังนั้น ในการเสนอขายและการสาธิตนั้น พนักงานจะต้องมีการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ทั้งเนื้อหาที่พูด ลักษณะท่าทาง การพูด น้ำเสียง เวลาที่ใช้ไปในการสาธิต ตลอดจนการเตรียมพร้อมในอุปกรณ์ช่วยการสาธิตต่างๆ

หลักสำคัญของการสาธิต องค์ประกอบที่สำคัญของการเสนอขายและการสาธิตที่พนักงานขายจะต้องทราบมีอยู่ 4 ประการ หรือที่นิยมเรียกว่า 4Cs คือ

1.ความชัดเจน (Clarity)
การสาธิตที่มีประสิทธิภาพ ควรดำเนินไปสู่ความชัดเจนและเข้าใจง่าย พนักงานขายจะต้องขจัดสิ่งที่ทำให้ลูกค้าสงสัยหมดไปโดยสิ้นเชิง

2.ความสมบูรณ์ (Completeness)
เทคนิคนี้พนักงานขายจะทำการเสนอขายและสาธิตให้ประเด็นประเด็นหนึ่ง

3.ความเชื่อมั่น (Confidence)
การที่ลูกค้าผู้คาดหวังจะตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์นั้น จำเป็นต้องมีความเชื่อมั่นเกิดขึ้นก่อน ซึ่งความเชื่อมั่นนี้จะเกิดขึ้นจากสองทางด้วยกันคือ จากตัวผลิตภัณฑ์และจากตัวของพนักงานเอง สิ่งที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับลูกค้าผู้คาดหวัง ได้แก่ หลีกเลี่ยงการพูดโอ้อวดและการการโกหก เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ การรับประกัน

4.การแข่งขัน (Competition)
หลักการสำคัญของการเสนอขายที่ดี คือ จะต้องสามารถแข่งขันกับคู่แข่งขันได้ พนักงานขายจะต้องพยยามกีดกันไม่ให้ผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งขันมาอยู่ในความสนใจของลูกค้าผู้คาดหวัง วิธีการเสนอขายที่ขจัดการแข่งขันคือ จะต้องไม่เอ่ยถึงคู่แข่งขันหรือพยายามกล่าวอ้างให้น้อยที่สุด
?

การขจัดข้อโต้แย้ง
ข้อโต้แย้ง (Objection) คือ ข้อแตกต่างระหว่างความคิดเห็นของลูกค้าและพนักงานขายในเรื่องเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ข้อโต้แจ้งดูเหมือนว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการเสนอขายของพนักงานขาย แต่ถ้าข้อโต้แย้งนั้นสามารถขจัดไปได้ ก็จะกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการเสนอขายของพนักงานขาย ข้อโต้แย้งเป็นสิ่งปกติที่จะต้องเกิดขึ้นในการเสนอขาย
ชนิดของข้อโต้แย้ง (Type of Objections)

โดยทั่วไป ข้อโต้แย้งที่เกิดจากลูกค้าผู้คาดหวังจะแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

ข้อโต้แย้งแบบจริงใจ

เป็นข้อโต้แย้งที่พบเห็นบ่อยมากที่สุดในการเสนอการขาย เป็นข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นจากการสงสัยหรือไม่เข้าใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจริงๆ ของลูกค้าผู้คาดหวัง ซึ่งข้อโต้แย้งชนิดนี้มักจะเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความมั่นใจในกิจการ คุณภาพและประโยชน์จากการใช้ผลิตภัณฑ์ ราคา และข้อเสนอต่างๆ ที่เสนอให้ การให้บริการเพิ่มเติม รวมทั้งการเปรียบเทียบระหว่างผลิตภัณฑ์และข้อเสนอของกิจการและคู่แข่งขัน ข้อโต้แย้งแบบจริงใจที่เกิดขึ้น เป็นข้อโต้แย้งที่พนักงานขายสามารถขจัดได้ง่าย

ข้อโต้แย้งแบบไม่จริงใจ

คือ ข้อโต้แย้งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการสงสัย หรือมีปัญหาใดๆ กับขั้นตอนในการเสนอขาย แต่เป็นข้อกล่าวอ้างที่เกิดขึ้นเนื่องจากลูกค้าผู้คาดหวังต้องการหลบหน้าพนักงานขาย หรือต้องการที่จะหลีกเลี่ยงการตัดสินใจซื้อในตอนนั้น หรือเพื่อเป็นการกำจัดพนักงานขายออกไป ดั้งนั้น พนักงานขายจะต้องเรียนรู้ว่า ลักษณะข้อโต้แย้งใดเป็นข้อโต้แย้งแบบจริงใจและแบบไม่จริงใจ พนักงานขายที่ฉลาดบางครั้งเมื่อเผชิญกับข้อโต้แย้งแบบไม่จริงใจนี้ อาจจะต้องทำเป็นไม่สนใจและยังคงดำเนินการขายต่อไป และถ้าลูกค้ายังคงกล่าวอ้างข้อโต้แย้งเหล่านี้อีก พนักงานขายอาจจะใช้ข้อเสนอพิเศษหรือตั้งคำถามเพื่อให้การเสนอขายดำเนินต่อไป

การปิดการขาย คือ การสรุปผลการเสนอขาย เป็นเทคนิคขั้นสุดท้ายที่เร้าความสนใจของลูกค้าให้ตัดสินใจซื้อผลตภัณฑ์ด้วยความพึงพอใจ การปิดกการขายจะกระทำภายหลังจากการที่พนักงาานขายสามารถขจัดข้อโต้แย้งของลูกค้าที่เกิดขึ้นได้แล้ว เป็นเทคนิคของการขายที่เรียกร้องให้ลูกค้ามีการกระทำเกิดขึ้น การปิดการขายทุกครั้งไม่ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จเสมอไป พนักงานขายจำนวนมากที่ประสบความล้มเหลวในการขาย เนื่องจากการขาดหลักการที่ดีในการปิดการขาย ดังนั้นการปิดการขายจะเป็นเครื่องชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จในการเสนอขายแต่ละครั้ง

เวลาที่ควรปิดการขาย ส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าเวลาที่ดีที่สุดของการปิดการขายคือ ช่วงสุดท้ายของการเสนอขาย แต่มีนักวิชาการบางท่านกล่าวว่า การปิดการขายนั้นสามารถทำได้ทุกขณะของการเสนอขาย อย่างไรก็ตาม เวลาที่เหมาะสมที่สุกที่จะทำการปิดการขาย คือ

1.เมื่อพนักงานขายได้ทำการสาธิตต่างๆ และชี้แจงรายละเอียดของสนค้ามาเป็นเวลานานพอควร

2.เมื่อพนักงานขายได้ตอบข้อโต้แย้งต่างๆ ของลูกค้าจนเป็นที่พอใจ

3.เมื่อลูกค้าแสดงออกถึงความต้องการซื้อในผลิตภัณฑ์ หรือเมื่อมีสัญญาณซื้อจากลูกค้าเกิดขึ้นบ้างแล้ว

การทดลองปิดการขาย ในบางกรณีลูกค้าไม่แสดงออกถึงการตัดสินใจซื้อ พนักงานขายก็อาจใช้คำถามเพื่อทดสอบการตัดสินใจของลูกค้า หรือพนักงานขายบางคนมีความรู้สึกว่าถ้าการปิดการขายเร็วเกินไปก็อาจจะพลาดโอกาสในการขายได้ หรือในกรณีที่พนักงานขายไม่สามารถที่จะตัดสินใจได้ว่าเมื่อไหร่จึงควรจะปิดการขาย พนักงานขายก็จะทำการทดลองปิดการขายก่อน ซึ่งการทดลองปิดการขายสามารถทำได้หลลายครั้ง และการทดลองปิดการขายที่แนบเนียนนั้น โอกาสที่จะพลาดก็น้อยลง

เทคนิคการปิดการขาย ในการปิดการขายจะมีเทคนิคที่ใช้อยู่หลายวิธี ซึ่งพักงานขายแต่ละคนไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคในการปิดการขายที่เหมือนกันทุกครั้ง โดยทั่วไปเทคนิคการปิดการขายที่นิยมใช้กันคือ

1.สันนิษฐานเพื่อปิดการขาย
เป็นการสันนิษฐานว่าลูกค้าผู้คาดหวังจะซื้อผลิตภัณฑ์ จะกระทำเมื่อภายหลังการนำเสนอเสร็จสิ้นไปแล้ว

2.สรุปประโยชน์ที่จะได้รับจากผลิตภัณฑ์
เป็นการกล่าวเน้นถึงประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับจากการซื้อผลิตภัณฑ์ก่อนทำการปิดการขาย

3.ถามถึงคำสั่งซื้อ
เป็นการปิดการขายโดยการถามลูกค้าตรงๆ ถึงคำสั่ซื้อวิธีนี้จะได้ผลต่อเมื่อพนักงานขายแน่ใจว่าคำตอบที่ได้รับจากลูกค้าคือ การตอบรับ

4.ปิดการขายโดยเสนอทางเลือก
เช่น ท่านจะรับสีแดงหรือสีขาวครับ

5.การให้ข้อเสนอพิเศษ
เช่น การให้ส่วนลดพิเศษ การให้ของแถมเป็นต้น

6.โอกาสสุดท้าย
เป็นการบอกลูกค้าว่าเป็นโอกาสสุดท้ายที่พวกเขาจะซื้อผลิตภัณฑ์ได้ หรือเป็นโอกาสสุดท้ายที่พวกเขาจะได้ข้อเสนอพิเศษ

7.อื่นๆ
เช่น ใช้การชักจูงแนะนำ การให้ลูกค้ามีความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของแล้ว หรือใช้พลังเสริมจากบุคคลที่สาม





























9 เทคนิคปิดการขาย

             9 เทคนิคปิดการขาย








โดยทั่วไป พนักงานขายจะรู้ว่าในกระบวนการขาย มักประกอบไปด้วย 6 ขั้นตอนดังนี้

1.การหาลูกค้าใหม่

2. สร้างความสัมพันธ์

3. ตัดสินใจเลือกลูกค้า ที่มีศักยภาพ

4. นำเสนอการขาย

5. ปิดการขาย

6. บริการลูกค้า





วันนี้ขอพูดเรื่องขั้นตอนที่ 5 การปิดการขาย ซึ่งเป็นขั้นตอนที่พนักงานขายได้รับการตกลงสั่งซื้อสินค้าหรือบริการจากลูกค้าอย่างแน่นอน พนักงานขายทุกคนจึงต้องการปิดการขายให้ได้ทุกครั้ง เพราะนั่นหมายถึงเงินรายได้ ผลตอบแทน ค่าคอมมิชชั่น หรืออินเซนทีฟ ที่จะได้จากการขาย

จากตำราเรียน Selling : Principles and Practice เขียนโดย Richard H.Buskirk และ Bruce D.Buskirk พวกเขาแบ่งเทคนิคในการปิดการขายออกเป็น 9 แบบ ดังนี้





1. การทำให้ลูกค้ายินดีตอบรับหรือตกลงด้วยลูกค้าเอง (Continued affirmation)
การปิดการขายแบบนี้ใช้ขณะที่มีการสนทนา หรือนำเสนอขายกับลูกค้า เพื่อให้ตลอดระยะเวลา

ของการนำเสนอขาย มีผลเชิงบวก นั่นคือลูกค้าจะต้องเห็นด้วย หรือ เลือกคำตอบเอง หรือ ตอบใช่ เช่น

•สินค้าของเรามีหลายสี คุณชอบสีไหนครับ ?

•สินค้าของเรามี 3 ขนาด เล็ก กลาง ใหญ่ ต้องการขนาดไหนครับ ?
•ต้องการยากี่โหลครับ ?



2. การตั้งเครื่องกีดขวางไว้ก่อน (Erection of Barrier)
ใช้ได้ตลอดเวลาขณะสนทนา หรือนำเสนอขายกับลูกค้า เพื่อเป็นการป้องกันการหน่วงเหนี่ยว การผัดวันประกันพรุ่งจากลูกค้า เช่น

•ขอพบผู้บริหารหรือผู้จัดการที่สามารถลงทุน 200,000 บาท ในการสร้างโอกาสทางธุรกิจที่ดีเยี่ยม
•ดิฉันต้องการพบกับผู้บริหารที่มีอำนาจตัดสินใจในการลงทุนด้านการฝึกอบรม 2 วัน จำนวน 300,000 บาท
•ถ้าผมสามารถให้ดีลที่ดีที่สุดวันนี้ ท่านพร้อมจะเซ็นต์ใบสั่งซื้อใช่ไหมครับ



3. ทึกทักหรือสรุปล่วงหน้าว่าลูกค้าตัดสินใจซื้อแล้ว (The Assumptive Close) เช่น

•เท่าที่ผมอธิบายให้ฟังเกี่ยวกับสินค้า หากถูกใจหรือใช่สิ่งที่ต้องการ ก็ช่วยเซ็นซื่อด้านล่างเอกสารนี้ได้เลยครับ
•จะให้ส่งของไปให้ที่ไหนครับ / ค่ะ ?
•จะให้เราส่ง Invoice ไปให้ใครครับ / ค่ะ ?




4. ปิดการขายด้วยการให้ลูกค้าตัดสินใจในเรื่องรอง / เรื่องปลีกย่อย (Closing on a Minor Point)

เทคนิคทนี้เป็นการกระตุ้นจูงใจให้ลูกค้าตัดสินใจเรื่องหลักๆ มาด้วยใช้การตัดสินใจเรื่องรองๆ ลงมา เช่น สินค้าของเรามีราคาแพงกว่าสินค้าทั่วไปในตลาด เราก็ไม่ควรนำเรื่องราคาไป convince ลูกค้า แต่ควรมองหาประเด็นอื่น ๆ ไปพูดคุย เช่น

•วันส่งของ
•แผนการจ่ายเงิน
•สี
•รูปแบบ/ทางเลือก
•จำนวนที่ต้องการ




5. การลดทางเลือกให้เหลือเท่าที่จำเป็น (Narrowing the options)
บางครั้งการมีจำนวนสินค้ามาก หรือลูกค้าเองก็ไม่แน่ใจว่าต้องการอะไรกันแน่ จึงหาทางเลือกเยอะๆ พนักงานขายอาจใช้การปิดการขาย โดยลดจำนวนทางเลือกที่เหมาะสมกับลูกค้าเท่านั้น

•พนักงานขายบ้านจะไม่หาลูกค้า เดินชมบ้านทุกหลัง แต่จะเลือกหลังที่น่าจะเหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า
•คุณคิดว่าจะฝากเกินประจำกับธนาคารของเรา เดือนละ 10,000 บาท หรือสะดวกฝาก 20,000 บาท ดีคะ




6. นี่เป็นโอกาสสุดท้าย (Standing Room Only)
ควรใช้กับสถานการณ์ที่เป็นเรื่องจริง เป็นโอกาสสุดท้ายจริง ๆ นะครับ เพราะถ้าใช้บ่อย ๆ ลูกค้าจะไม่เชื่อถือนะครับ เช่น

•ตอนนี้สินค้าของเรามีเหลือชิ้นนี้ชิ้นเดียวค่ะ
•ตอนนี้เหลือของอีกแค่โหลเดียว หมดแล้วหมดเลยครับ
•สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์สุดท้ายของโปรโมชั่นนี้นะครับ อาทิตย์หน้าเราจะขายราคาปกติแล้ว
•ตอนนี้สินค้าตัวนี้ขายดีมาก และทราบมาว่าเดือนหน้าของจะขาด อยากให้สั่งซื้อเผื่อไว้ 2 เท่านะครับ




7. นำเสนอสิ่งจูงใจพิเศษซื้อปุ๊บรับปั๊บ (Offering Special Inducements to Buy Now)
เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อทันที เช่น

•ซื้อตอนนี้ นาทีทอง เพียง 60 วินาที รับส่วนลด 10 บาท ทันทีครับ
•สมัครบัตรเครดิตวันนี้ แถมคอมพิวเตอร์ของเล่น สำหรับเด็ก 1 เครื่องฟรีทันที
•จองซื้อรถยนต์...ในงานมอเตอร์โชว์ รับส่วนลดเงินสด 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยเพียง 2.55% (เฉพาะการจองในงานนี้เท่านั้น)




8. ขอออร์เดอร์จากลูกค้า (Asking for the Order)
เป็นการปิดการขายด้วย การบอก ขอ หรือถาม จำนวนที่ลูกค้าต้องการสั่งซื้อ เช่น

•ผมเช็คสต็อกให้แล้ว ของเหลือขายได้อีกเพียงอาทิตย์เดียว รอบนี้ผมว่าน่าจะสั่งเพิ่มขึ้นเป็น 3 โหลนะครับ
•เฮียจะสั่ง 10 หีบ หรือ 15 หีบ ดีครับ
•สรุปแล้ววันนี้คุณพี่จะรับไว้กี่โหลดีค่ะ
•เป็นอันว่าจะลงทุนกับกองทุน LTF 100,000 ก่อนใช่ไหมค่ะ
•ตกลงก็รับเหมือนเดิมนะครับ ผมจะได้ส่งของมาให้ 20 โหล





9. ปิดการขายด้วยการขจัดข้อโต้แย้ง (Closing on an Objection)
ใช้ในกรณีที่ลูกค้ามีข้อโต้แย้งหลักเพียงประการเดียว แล้วเราสามารถขจัดข้อโต้แย้ง หรือปัญหานั้นได้ด้วยคุณสมบัติของสินค้าเรา







 
 
 
 
 
 
 
.







มารยาทดีๆในการทำงาน

         มารยาทดีๆในการทำงาน







1.ควรทำตัวอย่างไรในการแนะนำตัว

คุณควรรอให้อนุญาติให้นั่งเสียก่อนแล้วจึงนั่งลง หากได้รับคำถามว่าดื่มชา กาแฟมั้ยก็ควรตอบรับเพื่อช่วยให้บรรยากาศดีขึ้น ที่สำคัญคืออย่าไปสาย ควรตรงต่อเวลาและให้เวลากับการแนะนำตัวเองอย่างไม่จำกัดเวลาแม้ว่าคุณอาจพลาดกับรถเที่ยวต่อไปก็ตาม เพราะหากคุณบอกว่า "ดิฉันต้องไปแล้วค่ะ" นั่นอาจหมายถึงว่าคุณต้องลาจากชั่วนิรันดร์



2.พนักงานใหม่ควรวางตัวอย่างไร


หากคุณไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดีกับผู้ร่วมงานในที่ทำงานใหม่ก็อย่าเพิ่งกังวล คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองทันที แรกๆ คุณควรศึกษากฎระเบียบเสียก่อนและสังเกตุขนบธรรมเนียมและมารยาทในที่ทำงานใหม่เพราะคุณอาจทำงานได้ดีมากแต่อาจทำผิดสังคมในที่ทำงานได้ ดังนั้นคุณจึงไม่ควรเลี้ยงฉลองอะไรในวันแรก แต่ให้ผ่านช่วงทดลองงานไปก่อน


3.ทำอย่างไรดีกับเพื่อนร่วมงาน


คุณจัดการกับโต๊ะทำงานของตัวเองได้ แต่ไม่ควรยุ่งกับโต๊ะทำงานของคนอื่น และไม่ควรเอาของใช้ เช่น กระเป๋าหรือสิ่งของไปวางในพื้นที่ทำงานแม้ว่าคุณอยากจะโชว์ให้เพื่อนร่วมงานเห็นก็ตาม นอกจากนี้ความเครียดจะเกิดขึ้นถ้าคุณเอาตัวไปเบียดใกล้ชิดกับเพื่อนร่วมงานเพราะมนุษย์ส่วนมากมักมีความรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ห่างกันหนึ่งช่วงแขน กฎในออฟฟิศอีกอย่างก็คือ เมื่อคุณจะไอหรือจามก็ควรออกนอกห้อง

4.หลีกหนีเพื่อนร่วมงานจอมเมาท์อย่างไรดี

ขณะที่คุณกำลังคุยโทรศัพท์อยู่แล้วเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งเข้ามาป้วนเปี้ยนในห้องคุณและคอยจับผิด ให้คุณถามว่า มีอะไรให้ช่วยมั้ยคะ หรือบอกว่า เดี๋ยวคุณจะตามไป หรือบอกไปว่าคุณกำลังสะสางงานอย่างเร่งด่วนอยู่ หากคุณเห็นว่าไม่เหมาะที่จะทำตัวสนิทสนมด้วยก็ให้รักษาระยะห่างไว้


5.จำเป็นต้องไปสรวลเสเฮฮาหลังเลิกงานด้วยมั้ย


หากเพื่อนร่วมงานชวนคุณไปดื่มหรือเข้าร้านอาหารหลังเลิกงาน แต่คุณไปไม่ได้ก็ควรกล่าวคำขอโทษ เช่น "ขอบคุณที่ชวนนะคะ แต่บังเอิญติดธุระ" และหากคุณไปด้วยก็ควรอยู่ด้วยอย่างน้อยที่สุด 15 นาที



6.ทำอย่างไรดีเมื่อถูกจับได้ว่านินทาคนอื่น


คุณกำลังนินทาเรื่องไม่ดีของผู้ร่วมงานคนหนึ่งอยู่โดยที่เธอยืนอยู่ข้างหลังคุณ ดังนั้นคุณจึงควรกล่าวคำขอโทษและบอกว่า คุณไม่ได้หมายถึงอย่างที่พูดไปเมื่อสักครู่นี้ และแสดงให้เห็นถึงความจริงใจของคุณด้วยการช่วยเหลือเธอ เปิดเผยและซื่อสัตย์



7.เจอเพื่อนร่วมงานกลางทาง


ให้คุณเดินไปหาและทักทาย หากคุณไม่แน่ใจว่าเพื่อนร่วมงานอยากจะทักคุณหรือไม่ ก็ให้คุณพยายามสบตาด้วย หากเธอมองไปทางอื่นก็แสดงว่าเธอไม่อยากทักทายคุณ แต่ถ้าคุณอยู่ใกล้ประตูรถไฟฟ้าหรือรถเมล์ก็ให้หยุดรอตอนขาลงและทักทายเธอ คุณก็จะได้เพื่อนร่วมทาง หรือหากคุณไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วยก็ต้องขึ้นรถเช้ากว่านี้เพื่อไม่ต้องเจอกัน


ในลิฟต์ บางคนกลัวการอยู่ในที่แคบ เช่น ในลิฟต์ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กลัวการอยู่ในที่แคบและเจอผู้ร่วมงานในลิฟต์ก็ควรทักทายแล้วจะหันหน้าไปทางประตูลิฟต์ก็ไม่มีใครว่าและควรถามคนอื่นด้วยว่าอยู่ชั้นไหนแล้วกดลิฟต์ให้ด้วย



8.ไม่ควรนำโทรศัพท์มือถือเข้าที่ประชุม


เพราะมันมักรบกวนห้องประชุม หากคุณจำเป็นต้องรอโทรศัพท์สำคัญก็ให้บอกกับทางโน้นว่าในช่วงเวลานี้ คุณติดประชุมไม่อาจรับโทรศัพท์ได้ หรือระหว่างพักการประชุมก็โทรศัพท์ไปหาได้ หากคุณตั้งสัญญาณสั่นสะเทือนไว้ ก็ให้ออกไปพูดนอกห้องประชุม

9.การโต้ตอบอีเมล

ควรตรวจเช็กและตอบอีเมลวันละอย่างน้อยที่สุด 2 รอบ ตอนเช้า กลางวันและที่ดีที่สุดคือตอนเย็น หากคุณไม่สามารถตอบได้ทันที ก็ให้ส่งข้อความสั้นๆ ว่าคุณไม่อยู่ 2-3 วัน และบอกด้วยว่าคุณจะอยู่ในออฟฟิศอีกครั้งเมื่อไหร่ นอกจากนี้ก็ควรเขียนอีเมลอย่างระมัดระว้ง ถูกต้องและไม่มีข้อผิดพลาด และบันทึกไว้อย่างมีระเบียบเพื่อที่คุณจะได้หาได้ง่ายเมื่อต้องการค้นหา ไม่ควรใช้คำย่อ มีคำขึ้นต้นและลงท้ายอย่างมีมารยาท





เดล คาร์เนกี้ : นักพูดผู้มีศิลปะในการพูด

     เดล คาร์เนกี้ : นักพูดผู้มีศิลปะในการพูด












หลักสูตรการพูดของ เดล คาร์เนกี้ เป็นที่แพร่หลายอย่างกว้างขวาง มีการตีพิมพ์ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก และยังได้รับการแปลเป็นภาษาอื่น ๆ อีกถึง 10 กว่าภาษา ปรัชญาของเดล ที่ว่าการแสดงสุนทรพจน์นั้น ไม่ใช่เพียงแต่กล่าวคำพูด 2-3 คำ แก่ผู้ฟังคนหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการแสดงออกถึงบุคลิกภาพแห่งบุคคลอีกด้วยเห็นได้ชัดว่าหลักในการพูดของ เดล คาร์เนกี้ เน้นที่การแสดงออกถึงบุคลิกภาพของแต่ละบุคคล เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญ คือ ผู้พูดต้องมีความมั่นใจ มีความพร้อมต่อทุกสถานการณ์ในการพูด ไม่ว่าจะเป็นการพูดในกลุ่มเล็ก ๆ หรือการพูดต่อสาธารณชนอีกด้วย





ไม่มีมนุษย์คนใด ถือกำเนิดมาเป็นนักพูดในที่สาธารณชน ดังนั้นเมื่อคนส่วนใหญ่ถูกเรียกให้ยืนขึ้นพูด จึงมักเกิดความสะทกสะท้าน ไม่สามารถตั้งสมาธิ และลืมเรื่องที่ตั้งใจจะพูดไปเสียหมด ความต้องการพื้นฐานของคนส่วนใหญ่จึงต้องการจะมีความเชื่อมั่นในตัวเอง มีสติมั่นไม่หวั่นไหว มีความสามารถในการครุ่นคิด ประมวลความคิดเข้าด้วยกัน และปรารถนาที่จะมีความสามารถในการพูดให้เป็นที่น่าเชื่อถือ ประสบความสำเร็จในการพูด





เมื่อได้ศึกษาหลักการพูดของ เดลแล้วทำให้รู้สึกประทับใจ ในการที่เดลพยายามช่วยให้ผู้อ่านเกิดความเชื่อมั่น มั่นใจในการที่จะลุกขึ้นพูด เดลได้แทรกคำคม คำขวัญ ประสบการณ์ในการสอนวิชาการพูดของเขามาเป็นตัวอย่าง เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่า อาการประหม่า ตื่นเต้น เวลาที่ต้องยืนขึ้นพูดต่อหน้าผู้อื่นนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนทั่วไป แต่เราสามารถฝึกฝนให้เกิดความมั่นใจ มีบุคลิกภาพที่ดี จนประสบความสำเร็จในการพูดได้





เดล คาร์เนกี้ ได้แนะนำหลัก ๔ ประการเพื่อให้เกิดประโยชน์ และนำไปสู่การบรรลุผลแห่งการเป็นนักพูดที่ดีอย่างรวดเร็ว คือ





๑. เรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่น การเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่น จะช่วยให้เรามีความเข้าใจว่าสิ่งไหนเป็นสิ่งที่ควรทำทำแล้วจะได้รับความสำเร็จ และสิ่งไหนเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งในการพูดต่อหน้าสาธารณชน เราสามารถเลือกนำเทคนิค หลักการดีๆ ของผู้อื่นมาปรับใช้ในการพูดของเราได้





๒. ตั้งจุดมุ่งหมายไว้ตรงหน้า สิ่งหนึ่งที่เราจะปฏิบัติ เพื่อเป็นการค้ำจุนหนุนส่งไปสู่ความสำเร็จในการเป็นนักพูดชั้นเยี่ยมได้นั้น ก็เพราะตัวเราเองต้องการทำในสิ่งต่างๆ เหล่านั้น และต้องการทำก็เพราะเรามองเห็นตัวเอง ในฐานะนักพูดผู้ประสบความสำเร็จ เรามีการวางแผนอนาคตไว้ให้แก่ตนเอง และบากบั่นฟันฝ่าเพื่อให้แผนการนั้นกลายเป็นความจริงขึ้นมา ดังที่ เดลได้ยกคำกล่าวที่ว่าจงพยายามอย่างดีที่สุด เพื่อพัฒนาความสามารถที่จะทำให้ผู้อื่นเข้าใจคุณได้อย่างกระจ่างชัด จงเรียนรู้ที่จะตีแผ่แนวความคิดของตัวเองให้ผู้อื่นเห็นอย่างแจ้งชัด ไม่ว่าจะต่อใครคนหนึ่ง ต่อกลุ่มคน หรือต่อที่สาธารณชน แล้วคุณจะพบว่า ขณะที่คุณพยายามทำให้ดีขึ้นนั้น จริงๆ แล้วคุณกำลังสร้างความประทับใจ และอิทธิพลต่อผู้คน อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเดลแนะนำให้เราวาดภาพตัวเองว่าประสบความสำเร็จ ในสิ่งที่เราเองหวาดหวั่นพรั่นกลัว และตั้งมั่นอยู่กับประโยชน์ที่จะได้ จากการพูดให้เป็นที่ยอมรับต่อกลุ่มคนนั้น ถ้าหากว่าเราใส่ใจต่อผลที่จะตามมาอย่างเพียงพอ เราก็จะประสบผลสำเร็จในการพูดอย่างแน่นอน





๓. กำหนดจิตใจไว้ที่ความสำเร็จ เดลได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่าบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ ก็คือ การให้ความสำคัญอย่างใหญ่หลวงต่อสิ่งที่เราคิดคำนึง ถ้าหากเราทราบถึงสิ่งที่ผู้อื่นคิด เราก็จะทราบได้ว่าผู้นั้นเป็นคนอย่างไร เพราะว่าความคิดของแต่ละคนจะทำให้ตัวเขาเป็นไปตามความคิดนั้น และโดยการเปลี่ยนแปลงความคิด เราก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราได้ในการพูดเราจึงต้องหมายตาไว้ที่จุดมุ่งหมายแห่งการเพิ่มพูนความเชื่อมั่น และการสื่อความหมายกับผู้ฟังอย่างมีประสิทธิภาพ ความปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จนั้น เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของกระบวนการฝึกฝนให้กลายเป็นนักพูดที่น่าเชื่อถือขณะที่คุณต่อสู้เพื่อให้ได้ชัยชนะต่อความหวาดหวั่นพรั่นกลัวที่มีต่อผู้ฟัง จงโยนความคิดในทางลบ เข้ากองไฟให้หมดสิ้น และปิดประตูไม่ให้ตัวเองถอยหลังไปสู่ความลังเลได้อีกเป็นอันขาด





๔. ฝึกพูดในทุกโอกาส การจะพูดในที่สาธารณชนได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการฝึกพูด เพราะไม่มีใครที่สามารถหัดว่ายน้ำ ได้โดยที่ไม่ต้องลงน้ำ การพูดก็เช่นกัน เราจะไม่สามารถทราบได้ว่าตัวเองก้าวหน้าไปขนาดไหน หากเราไม่มีการฝึกฝน ฝึกพูดในที่สาธารณชน โอกาสในการที่จะฝึกพูดนั้นมีอยู่ทั่วไป เช่น การเข้าร่วมสมาคม หรืออาสาสมัครต่างๆ จงยืนขึ้น และแสดงตัวเองต่อที่ประชุมแม้จะเพียงแค่ไม่กี่วินาทีก็ตาม จงอย่าเลือกที่นั่งหลังสุด จงพูด..พูด และพูดทุกครั้งที่มีโอกาสเมื่อเราเรียนรู้หลักที่จะสามารถนำเราไปสู่เส้นทางการเป็นนักพูดที่ดีได้แล้ว วิธีการที่เราจะพูด ก็เป็นเรื่องสำคัญที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เดลได้อธิบายเรื่องนี้ไว้อย่างน่าประทับใจ โดยอธิบายไว้ว่า ในการที่เราติดต่อกับผู้อื่นบนผืนโลกนี้ เราถูกวิจารณ์ ประเมิน และถูกจัดแบ่งจำพวก โดยวิธีการติดต่อกับผู้อื่น ๔ วิธี นั่นคือ สิ่งที่เรากระทำ รูปลักษณ์ภายนอกของเรา สิ่งที่เราพูด และ วิธีที่เราพูดมันออกไป





เดลได้ให้ข้อแนะนำ ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถตีแผ่คำพูดออกมาอย่างน่าเชื่อถือ และมีชีวิตจิตใจ คือ





เราต้องทำลายกำแพงแห่งความประหม่า ความประหม่าจะทำให้เราพูดกระด้าง ขาดชีวิตชีวา ดังนั้นเราจึงต้องทำลายความประหม่าให้พินาศ แล้วสอดใส่อารมณ์ลงไปในการพูด พูดให้เป็นธรรมชาติ พูดอย่างมีชีวิตจิตใจ



อย่าพยายามเลียนแบบผู้อื่น เรามักประทับใจกับนักพูด ผู้สามารถสอดใส่การแสดงลงไปในการพูดของเขา นักพูดที่มีความเป็นตัวของตัวเอง การพูดนั้นมิใช่เป็นเพียงการกล่าวถ้อยคำเพียงอย่างเดียว แต่ประกอบด้วยบางสิ่งที่ทรงคุณค่ายิ่ง อยู่นอกเหนือถ้อยคำนั้น ก็คือ รสชาติของคำพูดที่กล่าวออกมา ดังนั้นอย่าพยายามให้ความประทับใจในนักพูดคนอื่น มาหล่อหลอมเราจนเป็นแม่พิมพ์อันเดียวกัน อย่ายอมให้จุดเด่นของเราสูญสลายไป เพราะนั่นมันเป็นบุคลิกภาพของเราเองโดยเฉพาะ



สนทนากับผู้ฟัง การสื่อความเข้าใจ เป็นความจำเป็นอันดับแรกของการพูดที่ดี ผู้ฟังต้องบังเกิดความรู้สึกว่า มีสัญญาณข่าวสารอย่างหนึ่ง ที่ส่งจากจิตใจของผู้พูด สู่จิตใจของผู้ฟัง นักพูดที่ดีควรพูดให้เหมือนกับว่า พูดกับผู้ฟังตามปกติ จนผู้ฟังมิได้สังเกตท่วงทำนองการพูดของเรา หากความรู้สึกนึกคิดกำลังเพ่งอยู่แต่เรื่องที่เรานำมาพูดเท่านั้น



ทุ่มเทหัวใจให้กับการพูด ความสุจริตใจ ความกระตือรือร้น และความรู้สึกแรงกล้าในระดับสูงจะสามารถช่วยเราได้ ตัวตนอันแท้จริงของเราจะปรากฎออกมาอย่างเด่นชัด เมื่อเราอยู่ภายใต้อำนาจความรู้สึกของตัวเอง เราจะมีกิริยา ท่าทาง เป็นกันเองโดยธรรมชาติ



การฝึกฝนจะช่วยให้น้ำเสียงมีพลัง การฝึกฝนตัวเองให้พูดอย่างมีจังหวะจะโคน และระดับเสียงสูงต่ำ หนักเบา อาจฝึกพูดให้เพื่อนๆ ฟัง แล้วให้ช่วยวิจารณ์ หรืออาจหาผู้เชี่ยวชาญทางด้านการพูดมาช่วยแนะนำ ก็จะเกิดประโยชน์ต่อเรา อีกทั้งยังจะช่วยให้รอดพ้นจากอันตรายร้ายแรงจากความล้มเหลวเมื่อออกไปยืนอยู่เบื้องหน้าผู้ฟังอีกด้วย





จากการที่ได้ศึกษาหลักการต่าง ๆ ของ เดล คาร์เนกี้ แล้วรู้สึกประทับใจมาก เพราะมีความรู้สึกว่า การที่จะฝึกฝน พัฒนาตนจนกลายเป็นนักพูดที่มีประสิทธิภาพได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ เดลนอกจากจะเป็นนักพูดที่มีความสามารถ มีประสิทธิภาพแล้ว ยังสามารถนำความรู้ และประสบการณ์ของตนมาถ่ายทอด แนะนำ สั่งสอนผู้อื่น ให้กลายเป็นนักพูดที่ประสบความสำเร็จกันอย่างมากมาย หลายรุ่นต่อหลายรุ่นด้วยกัน เดลเป็นนักเก็บข้อมูลตัวยง เห็นได้จากในหลักการสอนต่าง ๆ จะมีการแทรกข้อคิด คำคม ที่เดลนำมาจากที่มีผู้กล่าวไว้ มีการยกตัวอย่างเพื่อเน้นน้ำหนักหาให้น่าเชื่อถือ และมีความน่าสนใจยิ่งขึ้น เดลมีความจริงใจในการพยายามที่จะถ่ายทอดหลักการต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ฟังได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ และสิ่งสำคัญที่ เดลเน้นเป็นอย่างมาก นั่นก็คือ การสร้างความมั่นใจ มุ่งมั่น มีความตั้งใจ และมีความพยายาม ในการฝึกฝนตนอยู่เสมอดังนั้น เดล คาร์เนกี้ จึงเป็นนักพูดที่น่าสนใจ เป็นตัวอย่างที่ดีต่อการที่จะศึกษาหลักการต่าง ๆ เพื่อนำมาพัฒนาการพูดของเราให้ดียิ่ง ๆ ขึ้น ต่อไป




















ศิลปการให้บริการสู่ความรู้สึกที่ดี

          ศิลปการให้บริการสู่ความรู้สึกที่ดี





งานบริการ

การบริการ คือ การให้ความช่วยเหลือ หรือการดำเนินการเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น

การบริการที่ดี ผู้รับบริการก็จะได้รับความประทับใจ และชื่นชมองค์กร ซึ่งเป็นสิ่งดีสิ่งหนึ่งอันเป็นผลดีกับองค์กรของเรา เบื้องหลังความสำเร็จเกือบทุกงาน มักพบว่างานบริการเป็นเครื่องมือสนับสนุนงานด้านต่าง ๆ เช่น งานประชาสัมพันธ์ งานบริการวิชาการ เป็นต้น ดังนั้น ถ้าบริการดี ผู้รับบริการเกิดความประทับใจ ซึ่งการบริการถือเป็นหน้าเป็นตาขององค์กร ภาพลักษณ์ขององค์กรก็จะดีไปด้วย


เทคนิคการให้บริการ

พนักงาน....นักบริการอย่างแท้จริง

วิธีสร้างนักบริการมืออาชีพองค์กรต้องสรรหาบุคลากรที่มีคุณสมบัติบุคลิกภาพที่เหมาะสม จากนั้น จึงพัฒนาเทคนิคการบริการให้กับบุคลากร ซึ่งในแต่ละเรื่อง
มีรายละเอียด ดังนี้

· คุณสมบัติของผู้ให้บริการ สิ่งที่ผู้ให้บริการควรมีเป็นอันดับแรกคือความเป็นคนที่รักในงานบริการ เพราะคนที่รักในงานบริการจะมีความเข้าใจและให้ความสำคัญ
ต่อผู้รับบริการ มีความกระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือผู้รับบริการยิ้มแย้มแจ่มใสและเอาใจใส่ นอกจากนี้
พนักงานที่ให้บริการควรเป็นผู้รู้จักแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีด้วย

· บุคลิกภาพทั้งลักษณะการแต่งกายที่แลดูสะอาดเรียบร้อยรวมไปถึงอากัปกิริยาที่แสดงออก เช่น การยิ้ม การหัวเราะ การแสดงท่าทางประกอบการพูด สิ่งเหล่านี้
ควรเป็นไปโดยธรรมชาติ

· เทคนิคการให้บริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนทนาเพราะการสนทนาเป็นสื่อกลางระหว่างผู้รับบริการกับผู้ให้บริการการสนทนาให้ผู้รับบริการเกิดความประทับใจ มีวิธีการ
ง่ายๆ
ดังนี้

1.
สร้างความเป็นกันเอง เพื่อให้ผู้รับบริการเกิดความอุ่นใจ แสดงความเป็นมิตรโดยอาจแสดงออกทางสีหน้า แววตา กิริยาท่าทางหรือน้ำเสียงที่สุภาพ มีหางเสียง อาทิเช่น ขอประทานโทษครับ(ค่ะ) มีอะไรให้ผม(ดิฉัน)ช่วยประสานงานได้บ้างครับ(ค่ะ) กรุณารอสักครู่นะครับ(ค่ะ) เป็นต้น การพูดจาต้องชัดเจน ง่ายต่อการเข้าใจ และไม่เร็วหรือรัวจนผู้รับบริการไม่รู้เรื่อง

2. เน้นการฟังเป็นหลัก คือ ผู้ให้บริการควรตั้งใจฟังด้วยความอดทนขณะที่ผู้รับบริการพูดไม่ควรแสดงอาการที่ไม่พอใจออกมาสบตากับผู้รับบริการเป็นระยะพร้อมกิริยาตอบรับ
3.
ทวนคำพูด เพื่อแสดงให้ผู้รับบริการทราบว่าผู้ให้บริการกำลังตั้งใจฟังในเรื่องที่ผู้รับบริการพูดอยู่


การสร้างความประทับใจในงานบริการ

ความคาดหวังโดยทั่วไปของผู้รับบริการก็ได้แก่ การต้อนรับที่อบอุ่น ให้ความสนใจและความเอาใจใส่ พูดสุภาพไพเราะ ซึ่งจะทำให้ผู้รับบริการรู้สึกว่าเขามีความสำคัญ เป็นผลให้เขาเกิดความพอใจ แต่การที่จะทำให้เกิดความประทับใจได้นั้นต้องทำให้ถึงขั้นที่ผู้รับบริการเกิดปีติยินดี นั่นคือต้องให้บริการที่บรรลุความคาดหวังและเหนือความคาดหวังขึ้นไปอีก การปฏิบัติตนของผู้ให้บริการด้วยไมตรีต่อผู้รับบริการ และความประทับใจจากการต้อนรับของเราย่อมจะเป็นผลให้เขามาใช้บริการของเราอีก แล้วตัวเราและองค์การของเราก็ย่อมจะประสบความก้าวหน้า เราสามารถเติมไมตรีเข้าไปในทุกงานที่ทำ เริ่มตั้งแต่การรักการมีไมตรีต่อผู้รับบริการ กล่าวง่าย ๆ ก็คือว่า ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา และให้บริการตรงตามความต้องการ

ทุกวันเมื่อเรามาถึงที่ทำงาน เราควรทิ้งปัญหาและเรื่องราวส่วนตัวไว้ภายนอก แล้วมุ่งทำงานที่เรารับผิดชอบให้ดีที่สุด พร้อมที่จะช่วยเหลือสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ นอกเหนือจากงานของเราเพื่อแสดงว่าเราเอาใจใส่ผู้รับบริการของเราอย่างตั้งใจ เราสามารถแสดงไมตรีต่อเพื่อนร่วมงานของเราได้เช่นกัน ความมีอัธยาศัยไมตรีเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่าย บรรยากาศแห่งความเป็นมิตรอาจเกิดขึ้นได้เพียงรอยยิ้มที่เริ่มจากตัวเราก่อน

ความมีอัธยาศัยไมตรี เป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการให้บริการ เพราะความมีอัธยาศัยไมตรีจะทำให้ผู้รับบริการรู้สึกอบอุ่นและประทับใจ ผู้รับบริการทุกคนที่มาใช้บริการของเราเขาต้องการให้เราแสดงออกดังต่อไปนี้

1. บริการที่มีไมตรีจิต หมายถึงการให้บริการที่ดีบวกกับอะไรอีกเล็ก ๆ น้อย ๆ องค์ประกอบอื่น ๆ ก็มีความสำคัญเช่นกัน แต่บริการที่มีอัธยาศัยไมตรีจิตจะทำให้ผู้รับบริการรู้สึกอบอุ่น และประทับใจที่ได้รับการต้อนรับอย่างมีอัธยาศัย

2. ยิ้ม เป็นสิ่งจำเป็นอันดับแรกในการทักทายบุคคล เพราะจะทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจและในคำพูดที่เราทักทาย เราสามารถใช้น้ำเสียงและท่วงทำนองที่เป็นธรรมชาติให้ผู้รับบริการรู้สึกพอใจที่มาใช้บริการของเรา

3. คำพูดที่วิเศษ คือ คำพูดเหล่านี้ ขอบคุณค่ะ” “ดิฉันเสียใจ” “ขอโทษค่ะ” “มีอะไรให้ดิฉันช่วยไหมค่ะ ชื่อของผู้รับบริการเป็นคำวิเศษเช่นกันเมื่อคุณใช้

4. ให้ความช่วยเหลือและแสดงไมตรีจิตที่จะทำให้เขาอบอุ่นใจหมายความว่า เราจะต้องเรียนรู้ปฏิกิริยาของผู้อื่น ตัวอย่างเช่น ถ้าเรารู้ว่าผู้รับบริการเป็นคนแปลกหน้า เราจะต้องเอาใจใส่เขาเป็นพิเศษต่อความต้องการช่วยเหลือในเรื่องงานที่มาติดต่อ สถานที่และคำแนะนำอื่น ๆ เป็นต้น

5. ถ้าหากเราใส่ ยิ้ม ลงไปในน้ำเสียง หมายความถึงการพูดด้วยน้ำเสียงที่มีไมตรีจิตและพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ อย่างไรก็ตามเราควรหลีกเลี่ยงที่จะให้สัญญาถ้าเราไม่แน่ใจว่าเราจะทำได้

6. พนักงานทุกคนสามารถแสดงความมีอัธยาศัย ในการทำงานของตนเองให้ดีที่สุดไม่ว่าพนักงานผู้นั้นจะต้องติดต่อกับผู้รับบริการโดยตรงหรือไม่

7. เราควรที่จะช่วยเหลือผู้รับบริการ แม้ว่าเราเองสามารถช่วยได้เพียงเล็กน้อยในปัญหานั้นแต่เราอาจขอให้คนอื่นช่วยได้ แต่อย่างไรก็ตามอย่าพยายามปัดความผิดให้พ้นตัวเอง ควรจะยอมรับอย่างอ่อนน้อมและดำเนินการบางอย่างเพื่อแก้ไขความผิดพลาดนั้น

8. เราควรจะต้องมีอัธยาศัยไมตรีต่อเพื่อนร่วมงานของเราด้วยทุกคนจะทำงานร่วมกันได้ดีกว่า ถ้าทุนคนมีไมตรีจิตต่อกัน ผู้รับบริการจะสังเกตเห็นได้ชัดว่าบรรยากาศในการทำงาน โดยส่วนรวมมีอัธยาศัยไมตรีต่อกันไม่ใช่เฉพาะที่เห็นได้จากคนใดคนหนึ่ง

9. ผู้รับบริการมีเหตุผลหลายอย่างที่มาทำการติดต่อกับองค์กรของเราแต่สิ่งหนึ่งที่ผู้รับบริการคาดหวังเสมอว่าจะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น และมีไมตรีจิตจากพนักงาน ถ้าเราให้การต้อนรับเช่นนั้นผู้รับบริการก็จะมีความรู้สึกที่ดีต่อองค์กรของเรา โดยส่วนรวมและเกิดความไว้วางใจตามมาด้วยความพอใจในที่สุด


ลักษณะเฉพาะของงานบริการ

งานบริการมีลักษณะเฉพาะ ดังต่อไปนี้

1. ได้รับความพอใจหรือไม่พอใจ ก็จะเกิดความรู้สึกในทันที

งานบริการเป็นงานให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวก ดังนั้นเมื่อผู้รับบริการได้รับการสนองตอบตรงตามความต้องการก็จะแสดงออกถึงความรู้สึกที่ดี แต่ในทางกลับกันถ้าไม่ได้รับความพอใจก็จะเกิดความรู้สึกในทางที่ไม่ดีต่อผู้ให้บริการและองค์กรที่ให้บริการในทันทีเช่นกัน

2. ผลของการบริการเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาและแปรผลได้รวดเร็ว

งานบริการเริ่มต้นและดำเนินการได้ในทุกขณะ ทั้งในตอนต้น ท่ามกลาง และในตอนท้าย เพราะไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องให้บริการเฉพาะในเวลาหนึ่งเวลาใด

3. ผลของบริการเชื่อมโยงไปถึงคนและองค์กร

งานบริการสร้างความรู้ในทันทีที่ได้รับบริการจึงสามารถแปรเปลี่ยนเป็นผลจากการให้บริการได้ทั้งในแง่ดีและไม่ดี อาจจะแปรผลจากการให้บริการได้ทั้งในแง่ดีและไม่ดี



4. ผิดพลาดแล้วชดเชยด้วยสิ่งอื่นก็เพียงแค่บรรเทาความไม่พอใจ

การบริการที่ผิดพลาดบกพร่องไม่สามารถจะเปลี่ยนความรู้สึกของผู้รับบริการให้กลับมาดีได้ นอกจากเป็นการลดความพอใจที่เกิดขึ้นได้น้อยลง

5. สร้างทัศนคติต่อบุคคล องค์กรและองค์การได้อย่างมาก

การบริการสามารถจะสร้างความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบ ที่มีต่อผู้ให้บริการหรือองค์กรอย่างมากมายไม่มีขีดจำกัดขึ้นอยู่กับลักษณะของการให้บริการที่มีมากน้อยเพียงใดสำคัญมากน้อยเท่าใด

6. สร้างภาพลักษณ์ให้องค์กรและองค์การเป็นเวลานาน

การบริการทั้งที่ดีและไม่ดีจะติดอยู่ในความทรงจำของผู้บริการอยู่ตลอดไป แม้เมื่อมีการปรับปรุงแก้ไขบริการให้ดีขึ้นมากแล้ว แต่ภาพเก่าที่ไม่ดียังคงหลงเหลืออยู่กว่าที่จะล้างภาพลักษณ์ที่อัปลักษณ์ได้ต้องใช้เวลานั้นเป็นสิบ ๆ ปี

7. หากเกิดการบกพร่องจะเห็นได้ชัด

บริการเป็นสิ่งที่ไวต่อการรับรู้ เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่สมบูรณ์หรือขาดตกบกพร่องก็จะปรากฏให้เห็นได้ในทันทีทันใด จึงต้องระมัดระวังในเรื่องบริการให้มาก

8. ต้องการคนเป็นส่วนสำคัญในการสร้างบริการที่ดี

บริการจะดีหรือไม่ดีมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ ถ้าได้คนดีมีจิตสำนึกในการให้บริการดี มีทัศนคติต่อการให้บริการดีและได้รับการปลูกฝังนิสัยในการให้บริการและฝึกฝนตนเองมาดี ก็จะทำให้เกิดการบริการที่เป็นเลิศ ในทางกลับกันถ้าได้คนไม่ดีมาเป็นผู้ทำงานให้บริการก็จะเท่ากับผิดพลาดตั้งแต่ต้นแล้วจะหวังให้เกิดบริการที่ดีคงเป็นไปได้ยาก

9. คนเป็นตัวแปรที่สำคัญในการสร้างและทำลายงานบริการ

บริการที่ผิดพลาดบกพร่อง นำความเสียหายมากสู่องค์กรจะพบว่าส่วนใหญ่เกิดจากคน องค์กรหลายแหล่งเคยได้รับชื่อเสียงยกย่องว่าให้บริการดี แต่พอเปลี่ยนทีมงานที่ให้บริการก็มีเสียงสะท้อนว่าให้บริการด้วยคุณภาพหรือให้บริการไม่ดีดังเดิม และอาจถึงขั้นทำให้เสียผู้รับบริการเดิมไปก็ได้


1. การปฏิบัติในการให้บริการ

ทางกาย ต้องดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงสดชื่นด้วยอาการกระปรี้กระเปร่า ไม่ง่วงเหงาหาวนอน เซื่องซึม มีลักษณะทะมัดทะแมง กระฉับกระเฉง กระชุ่มกระชวน หน้าตาสดใส หวีผมเรียบร้อย ไม่ปล่อยผมรุงรัง หรือหัวยุ่งเป็นกระเซิง การแต่งกายเรียบร้อย ยิ้ม ไหว้ หรือทักทายเหมาะสม กิริยาสุภาพ เป็นคุณสมบัติขั้นพื้นฐาน นอกจากนั้นต้องวางตัวเป็นมิตร เปิดเผย จริงใจ สนองความต้องการของผู้รับบริการอย่างกระตือรือร้น แสดงความเต็มใจที่จะให้บริการ

ทางวาจา ต้องใช้ถ้อยคำชวนฟัง น้ำเสียงไพเราะชัดเจน พูดมีหางเสียง มีคำขานรับเหมาะสม กล่าวต้อนรับและสอบถามว่าจะให้ช่วยบริการอย่างไร พูดแต่น้อยฟังให้มาก ไม่พูดแทรก ไม่กล่าวคำตำหนิ อาจพูดทวนย้ำสิ่งที่มีผู้มาติดต่อต้องการให้เขาฟังเพื่อความเข้าใจตรงกัน พูดให้เกิดประโยชน์ต่อผู้รับบริการ ไม่พูดมากจนเกินจริง พูดเพื่อความสบายใจของผู้รับบริการ และใช้ถ้อยคำเหมาะสม

ทางใจ ต้องทำจิตใจให้เบิกบานแจ่มใส ยินดีที่จะต้อนรับ ไม่รู้สึกขุ่นเคืองที่จะต้องรับหน้า หรือพบปะกับคนแปลกหน้าที่ไม่คุ้นเคยกันมาก่อน แต่มาเรียกร้องต้องการนั่น ต้องการนี่ ไม่ปล่อยให้จิตใจหม่นหมอง ใจลอยขาดสมาธิในการทำงาน เศร้าซึม เบื่อหน่ายหรือเซ็ง


2. ข้อควรคำนึงเกี่ยวกับการบริการ

การให้บริการเป็นงานที่ล่อแหลม ทำดีก็เสมอตัวผิดพลาดก็ได้รับคำตำหนิจึงเป็นงานที่ต้องการความรับผิดชอบสูง และมีจิตใจหนักแน่น ผู้ซึ่งทำงานบริการแล้วเกิดผิดพลาด บางคนก็เสียอกเสียใจ ตีอกชกหัว ฟูมฟายน้ำตา แต่กลับกัน ผู้ซึ่งไม่มีความรับผิดชอบมักกล่าวโทษผู้อื่นป้ายความผิดให้คนต่าง ๆ แม้แต่ผู้มารับบริการ เป็นเรื่องการหาแพะรับบาปหรือหาเหตุผลมากล่าวอ้างต่าง ๆ นานาให้พ้นไปจากความรับผิดชอบของตน วิธีการให้บริการอันจะทำให้ผู้รับบริการพอใจ จะต้องรู้ความคาดหวังของเขา และปฏิบัติตามความคาดหวังเท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เพราะการปฏิบัติด้วยกาย วาจา ใจ ต่อคนต่าง ๆ ให้สามารถสนองความต้องการของผู้รับบริการแต่ละประเภท ทุกระดับย่อมมีความยากลำบาก การที่จะให้บริการเป็นที่พอใจของทุก ๆ คนดูจะเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ไม่พ้นวิสัยที่จะทำให้คนส่วนใหญ่พึงพอใจ หากเรามีความมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงและพัฒนาการให้บริการอยู่เสมอ


3. ข้อควรระวังในการให้บริการ

1. ไม่สนใจความต้องการของผู้รับบริการ

การให้บริการในทุกกรณีจะต้องแสดงว่าผู้รับบริการมีความสำคัญ จึงต้องระวังไม่แสดงกิริยาที่เพิกเฉยไม่สนใจผู้รับบริการอย่างจริงจัง

2. ให้บริการขาดตกบกพร่อง

เป็นสิ่งที่ต้องย้ำเตือนอยู่เสมอว่า การให้บริการจะขาดตกบกพร่องไม่ได้เลย เพราะเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะทำลายงานบริการในส่วนอื่น ๆ ที่ดีอยู่แล้วให้เกิดผลเสียหายตามไปด้วย

3. ดำเนินการล่าช้า

เป็นลักษณ์ที่ไม่ดีอย่างยิ่ง เพราะความล่าช้าไม่ตรงเวลา ทำความเสียหายให้ผู้รับบริการได้

4. ใช้กิริยา วาจา ไม่เหมาะสม

การให้บริการสามารถจะรู้สึกได้จากกิริยาท่าทาง การใช้คำพูดและน้ำเสียง ผู้ให้บริการอาจไม่มีความตั้งใจจะแสดงกิริยาต่อผู้รับบริการในทางที่ไม่ดี แต่อยู่ในอารมณ์ที่ขุ่นมัว และไม่ควบคุมอารมณ์ของตนจึงแสดงออกด้วยท่าทีและคำพูดที่ทำให้เสียความรู้สึกต่อผู้รับบริการ


5. ทำให้ผู้รับบริการผิดหวัง

บริการที่ทำให้ผู้รับบริการผิดหวังมีได้ในหลายกรณีนับแต่การต้อนรับที่เย็นชาหรือการพูดโทรศัพท์ที่ไม่เหมาะสม การให้บริการอย่างไม่เต็มใจ ไม่ใส่ใจในการให้บริการ การบริการผิดพลาดทำความเสียหายให้แก่ผู้รับบริการ


โดยสรุปจะเห็นได้ว่า การให้ความสำคัญกับการให้บริการนั้นมีความสำคัญมาก ซึ่งส่วนหนึ่งต้องได้รับความร่วมมือจากผู้รับบริการ และผู้ให้บริการต้องเป็นบุคคลที่มีใจในการให้บริการเป็นสำคัญ ซึ่งทุกองค์กรของมหาวิทยาลัยทักษิณไม่สามารถหลีกเลี่ยงการให้บริการได้

ดังนั้นผู้ให้บริการคือพนักงานผู้ให้บริการทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะให้ข้อมูลข่าวสาร การประชาสัมพันธ์ การต้อนรับบุคคลทั้งภายในและภายนอก รวมถึงผู้มาติดต่อทุกประเภท เป็นต้น ต้องเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการให้บริการเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความประทับใจกับผู้รับบริการทุกคน และท้ายสุด ผู้ให้บริการเป็นกลไกสำคัญที่สุดที่จะต้องพัฒนาบุคลิกภาพและทัศนคติที่ดีโดยเฉพาะการมีจิตสำนึกในการรักการให้บริการ เพื่อการพัฒนาองค์กรอย่างสมบูรณ์แบบ

องค์กรเป็นเยี่ยม...บริการเป็นยอด

องค์กรมีส่วนสำคัญที่จะช่วยพัฒนางานด้านบริการเป็นอย่างมากเพราะองค์กรถือเป็นแกนหลักในการกำหนดแนวทางการให้บริการเพื่อตอบสนองต่อความพึงพอใจ ของผู้รับบริการและเทคนิคการพัฒนาระบบงานขององค์กรให้เกิดความสะดวกสบายต่อผู้ใช้บริการ มีดังนี้

  • จัดระบบการทำงานให้เกิดความคล่องตัว องค์กรควรปรับลดขั้นตอนที่ยุ่งยากให้ง่ายขึ้น เพื่อสร้างการบริการที่สะดวกรวดเร็ว
  • จัดทำลำดับขั้นตอนการให้บริการองค์กรควรจัดทำขั้นตอนการบริการให้ง่ายและไม่ซับซ้อนเพื่อเป็นแนวทางให้ผู้รับบริการสามารถทำตามได้อย่างถูกต้องและไม่สับสน
  • เรียนรู้ความต้องการของผู้รับบริการผ่านช่องทางต่างๆ เช่น ตู้รับความคิดเห็น การสอบถามพูดคุยจากคำตำหนิติเตียนและคำชมเชยต่างๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางปรับปรุงงานบริการในครั้งต่อไป
  • ฝึกอบรมพนักงานให้เกิดทักษะการบริการที่ดีเพื่อนำไปปรับใช้กับส่วนงานที่ตนปฏิบัติหน้าที่อยู่




ข้อมูล : สมิต สัชฌุกร. ศิลปะการให้บริการ. สำนักพิมพ์สายธาร กรุงเทพฯ, 2548.